วันพฤหัสบดีที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2561

การสร้างทักษะการคิด


การสร้างทักษะการคิด


ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช
อ.กอบลาภ อิมราพร

 
  
"ความคิดสร้างสรรค์" ทำให้มองเห็น โอกาส และทางเลือก มากกว่า จึงช่วยให้คนคิดได้กว้างขวางกว่า หลากหลายกว่า สร้างความคิดใหม่ๆ ได้มากกว่า และหาทางเลือกในการแก้ปัญหา และอุปสรรคได้มากกว่า ทำให้ไม่ติดสะดุด และทำงานได้ประสบผลสำเร็จมากกว่า เพียงได้เรียนรู้ "รากฐานความคิดสร้างสรรค์" ทุกคนก็สามารถ เพิ่มพูนความคิดสร้างสรรค์ ของตนได้อย่างเป็นระบบ

Strategic Thinking คนต้องมี แต่อาจนำไปสู่ tunnel vision ได้ คือ ความคิดทางเดียว นักบริหารต้องมี Thinking Strategy ยุทธศาสตร์การคิดอย่างไร? การคิดมีหลายแบบ ทางขวางมือ Change and Challenges หมายถึง การเปลี่ยนแปลง The Challenges of Discontinuities ถ้าโลกเราอยู่นิ่งๆ ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่นตลอด คือ ความต่อเนื่อง (Continuities) แต่ขณะนี้โลกเราจะพบกับความไม่ต่อเนื่องมากมาย หลายอย่าง เพราะฉะนั้น การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้น เพราะความท้าทายของการไม่ต่อเนื่อง
การสร้างทักษะการคิด

Condition in the Present สภาพการณ์ของปัจจุบัน

Mind Set ทุกคนมี คือ เราคิดมานานแล้ว เราไม่ได้คิดเอง คนอื่นคิดมานานแล้ว สภาพการณ์ในปัจจุบันที่สำคัญที่สุด คือ เรามี Mind Set เราถูกสอนให้เชื่ออย่างไร จะนำไปสู่การคิด (Thinking) กับการปฏิบัติ (Action)
Scenaries คือ สิ่งที่เราคาดการณ์ไป เราลองคิดว่า ใน 3-5 ปีข้างหน้า เราจะเป็นอย่างไร คือ ในอนาคนเราคิดว่า เราจะทำอย่างไร ดังนั้น Strategic Thinking หรือ Thinking Strategy ต้องไปด้วยกัน หรืออย่างน้อย เราต้องมียุทธศาสตร์การคิด หมายถึง คุณภาพการคิด เราจะคิดจะทำอย่างไรในอนาคต
Matters คือ เรื่องต่างๆ ทั้งหลายที่เราจะทำนาย (Forecasting ได้ถ้ามีข้อมูล)
Mental Maps (รูปที่ 2) คือ สร้างเหมือนกับแผนที่ในใจเรา การคิด ควรคิดหลายๆ ทาง คิดทางเลือก แล้วเราจะสามารถระบุ Possibilities ได้ ทิศทางจะไปทางไหน คน Holistic เป็นได้ 2 ทาง ถ้าไม่มี Thinking abilities จะเป็นมหามั่ว คือ มาพบแล้วพูดทุกเรื่อง ไม่มีทิศทาง และไม่รู้ว่าจะหาการปฏิบัติที่มีประสิทธิผล ได้อย่างไร
 
 
การสร้างทักษะการคิด

รูปแบบวิธีการคิด ที่นิยมใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

เอกนิยม คิดแบบเอกนิยม คิดให้พระเจ้าช่วย ทำหมดทั้งประเทศ เอกนิยมเกิดจากการแตกแขนงต่างๆ ถ้าใครมี Thinking Strategy แบบนี้แล้ว ถ้าสามารถเปลี่ยนไป ความซับซ้อนหลากหลายมีมากขึ้น เพดานคิดแบบเอกนิยม คิดอยู่ได้แค่นี้ ในสมัยก่อนเห็นว่าดี เอกนิยมเกิดขึ้นจากเห็นอะไร มันสับสนวุ่นวายไปหมด ชีวิตนี้แย่ ยุโรปมีชาติเล็กๆ มากมายแตกกันไม่ดี ควรวมเป็นหนึ่งเดียว จึงต้องมีสหพันธรัฐ เป็น Thinking Strategy ถ้าใครมีแบบนี้แล้ว สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป ความสับสน ความหลากหลายมีมากขึ้น จะทำให้เกิดปัญหา
ทวินิยม ชัดเจน เช่น ขาว-ดำ ดี-เลว เผด็จการ-ประชาธิปไตย เป็นขั่วค่อนข้างชัดเจน
พหุนิยม คำนึงถึงความแตกต่างหลากหลาย ถ้าทำอะไรอย่าไปคิดอย่างเดียว ความคิดหลากหลายก็น่าจะทำ หลากหลาย ดังนั้น พหุนิยมจะดูรายละเอียดมากขึ้น
การสร้างทักษะการคิด

การพัฒนาทักษะการคิด

กระทรวงสาธารณสุขเป็นกระทรวงที่จัดไว้ว่า คนมีปัญญามากที่สุดในกระทรวงทั้งหลาย เป็นกลุ่มที่มี Wisdom ก่อนที่จะพูดเรื่องฝึก ทักษะการคิด เราต้องเข้าใจว่า ปัญญาไม่ใช่เพียงแต่การเลือกระหว่างทางเลือกต่างๆ แต่ต้อง design alternative themselves จะเห็นว่ามี 4 บล็อก ซึ่งเรียงได้หลายแบบ อยู่ที่ว่า เราจะออกแบบมันอย่างไร จากรูปมี 3 แบบ จะมีมากกว่านี้ก็ได้ ให้ทุกคนลองทำดู อิฐ 4 ก้อนเรียงกันได้กี่แบบ และจะ Design ออกมาเป็นอย่างไรบ้าง
การสร้างทักษะการคิด
Wisdom and Awareness / Possibilities คนที่จะมีวิธีการคิดที่ดีได้ คนจะมีปัญญา คือ ต้องมีสติ รู้ ระลึกถึงการเลือก ที่เป็นไปได้หลายๆ แบบ จะเรียงบล็อกอย่างไร อิฐอาจจะเป็นคนก็ได้ เช่น มีคนอยู่ 4 คน ทำซ้ำๆ ซากๆ น่าเบื่อ เราจะแสวงหาทางเลือกหลายๆ ทาง ที่สำคัญคือ ต้องออกแบบ (design) ด้วย คิดถึงความเป็นไปได้ถ้าเราจะเลือก
 
 
การสร้างทักษะการคิด
 
 
การสร้างทักษะการคิด
 
Structures โครงสร้าง ใหญ่ๆ มี 2 อย่าง คือ ยาวๆ เป็นรางรถไฟ (ภาพในแนวนอน) โครงสร้างของรางรถไฟต้องวิ่งตามราง แต่โครงสร้างในลักษณะแบบเดียวกัน (อยู่ในแนวตั้ง) คือ บันได ถ้าของอยู่สูงๆ เราหยิบของไม่ได้ ต้องใช้บันไดช่วย บางโครงสร้างจะจำกัดอิสะภาพของเรา โครงสร้างในที่นี้ หมายถึง โครงสร้างการคิดของเราด้วย เช่น แก้วน้ำ เราต้องรู้ว่า เราจะดื่มอะไร โครงสร้างไม่ได้หมายถึง สิ่งที่เห็นเป็นรูปธรรมอย่างเดียว เช่น แก้วน้ำ โครงสร้างบางอย่างสร้างจากจิตใจของเรา ไม่กักขังความคิดของเรา เช่น เห็นคนผิวดำเดินมา เราวิ่งหนี เพราะว่าเรา Perceives จะเห็นได้ว่า 99% ของการทำอะไรผิดพลาด จากการ Perceives ผิด สิ่งเหล่านี้เกิดจาก
  1. ประสบการณ์ที่เราไม่เคยพบมาก่อน
  2. เราไม่เคยฝึกคิดอะไรมาเลย เช่น ถ้าเปิดเสรีแล้วจะเป็นอย่างไร
การสร้างทักษะการคิด
Perception สำคัญที่สุด ขั้นตอนแรกของการคิด คือ การสำเหนียก การสำเหนียก คือ การรับรู้ จดจำเอาใจใส่ สรุปเรามีวิธีคิดแบบน้ำไหล (Water logic) มีบริบท อารมณ์ กรอบ ประสบการณ์แต่เก่าก่อน ที่เราเคยมี ทัศนะในปัจจุบัน พอเรามา Process (WHAT IS) หรือแบบ Fixed ติดตรึงอยู่กับที่ไม่เคลื่อนไหว คำที่มีความหมายอยู่ 2 คำ คือ "อะไร" กับ "เป็นไปได้ไหม" "What Might be?" กับ "What is?" เรามักถามว่า อะไร คือ อะไร หรือเป็นไปได้ไหม เป็นไปได้อย่างไรหรือไม่ What Might be? วิธีคิดเหมือนการขึ้นบันได วิธีคิดทางดิ่ง คือ ขุดลงไปเรื่อยๆ ดังนั้น จึงมี 2 อย่าง ลงบันได หรือขึ้นบันได (ซึ่งต่างจากวิธีคิดแยยน้ำไหล)
Lateral Thinking ด้านขวาง หมายถึง ไม่ไปทางซ้ายหรือทางขวา ขวางทางเลย เช่น ขับรถผิดเลน คิดขวางๆ คนขวางโลก Vertical Thinking คิดทางดิ่ง มนุษย์เราต้องไม่คิดทางดิ่งอย่างเดียว ต้องมีทั้ง 2 อย่าง คือ ทั้ง Lateral Thinking และ Vertical Thinking
การสร้างทักษะการคิด
Hypothesis สมมติฐาน เรามักสอนกันตอนทำวิจัย ต้องมีสมมติฐาน ถ้าเราจะฝึกคิด ต้องเอาสมมติฐานออกก่อน เพราะสมมติฐานเหมือนกับเราเอาฝาไปปิดโอ่งน้ำไว้ คิดปิดทางเป็นไปได้ของทางอื่นๆ เราต้องเปิดออกกระจายออกไป อย่าให้เป็นกระจุก มนุษย์มีแนวโน้มที่จะหาเหตุอย่างเดียว หรือไปที่คนๆ เดียว ควรจะคิดว่า น่าจะเป็นได้หลายๆ อย่าง
การสร้างทักษะการคิด
Focus คือ มีสติ หรือสมาธิ (Simple Focus) ถ้าเราคิดอยู่เรื่องเดียว คิดๆ ไปจนหยุดไม่ได้ ต้องหยุด (Pause) บ้าง หยุดคิด หยุดนึก ตัดออกไปบ้าง การที่หยุดบ้าง พักบ้าง เรียกว่า Creative Pause ทำให้มี Simple Focus และนำสู่การเกิด Specific Focus ซึ่งสามารถก่อให้เกิดความคิดใหม่ (New idea)
การสร้างทักษะการคิด
Creativity ไม่มีประโยชน์ที่เราจะสอนทักษะการคิด ถ้าการคิดไม่ก่อให้เกิดสิ่งใหม่ๆ สิ่งใหม่ๆ มี 2 อย่าง คือ ใหม่ๆ แล้วมีคุณค่า กับใหม่ๆ แล้วแย่กว่าเก่า ในที่นี้หมายถึง ใหม่ๆ แล้วต้องดีขึ้นไม่ใช่เลวลง ทักษะการคิดสร้างสรรค์ ควรเป็นทักษะการคิดที่ก่อให้เกิดความสร้างสรรค์ คือ ก่อให้เกิดสิ่งที่ไม่เคยมีมาแต่ก่อน เช่น ฟรอยด์คิดเรื่องอื่นๆ อยู่นาน ต่อมาฟรอยด์ก็คิดถึง Multiple Complex Psycho-Analysis
Creativity ต้องเห็นได้ง่าย และชัดเจน เราจะมี Creativity ได้อย่างไร อยากแรกคือ ไปเล่นกับเด็กเล็กๆ มากๆ อย่าไปพบผู้ใหญ่มาก เพราะว่าผู้ใหญ่ไม่มี Creativity ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรไปจากเดิมบ้าง ไปในทางที่ดีขึ้นกว่าเดิม เช่น การแต่งกายแบบใหม่ ใส่เสื้อผ้าตัวใหม่ ต้องมีเวลาที่เราจะพัก เรียกที่พักใจ ถ้าไปพักไม่ได้ ก็จินตนาการ ว่าเราได้ไปที่นั่น-ที่โน่น หรือเปิดเพลงฟันก็ได้ หรืออ่านหนังสือ จะช่วยได้มาก คบคนหน้าใหม่ๆ บ้าง หรือคนต่างวัฒนธรรม ถ้าคบต่างวัฒนธรรมจะช่วยให้เรามี Creativity มาก เพราะว่าความแตกต่างหลากหลาย นำไปสู่การคิดที่สร้างสรรค์
การสร้างทักษะการคิด
Human Perception มนุษย์เราเห็นได้ด้วยตา ธรรมชาติสร้างให้เรามี 2 ตา คือ ให้มองข้างหน้า สิ่งที่ล่วงมาแล้วไม่ต้องนึกถึง มองแต่อนาคต และมีหู 2 หูไว้ฟัง แต่สร้างปากมาปากเดียว ให้พูดน้อยๆ หน่อย ให้ฟังกับมองมากกว่าพูด ตา คือ การสำเหนียก หรือรับรู้ เรามักจะมองเห็นก่อน ส่วนมากจะเห็น 2 อย่าง เห็นด้วยตาเปล่า คือ ตาข้างนอกกับเห็นด้วยตาข้างใน ที่สำคัญคือ ความคิดสร้างสรรค์จะเกิดขึ้นได้อย่างไร ปกติสมองของเราจะมี Provocation ชอบท้าทายคน หรือพวกวงแตก ขัดจังหวะ การสังหรณ์ใจก็เป็น Provocation อย่างหนึ่ง
การสร้างทักษะการคิด

กระบวนการทางปัญญา

กระบวนการทางปัญญา



กระบวนการทางปัญญา คือ การเอาปัญญาเข้ามาแทนที่การใช้อำนาจ จึงเป็นกระบวนการธรรมะ หรือ การทำให้ถูกต้อง มีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่
(1) การรับรู้สิ่งเร้า (Stimulus)
(2) การจำแนกสิ่งเร้าจัดกลุ่มเป็นความคิดรวบยอด (Concept)
(3) การเชื่อมโยงความคิดรวบยอดเป็นกฎเกณฑ์ หลักการ (Rule) ด้วยวิธีอุปนัย (Inductive)
(4) การนำกฎเกณฑ์ หลักการไปประยุกต์ใช้ด้วยวิธีนิรนัย (Deductive)
(5) การสรุปเป็นองค์ความรู้ใหม่ ๆ (Generalization)
ที่มา http://www.edtechno.com

โดยศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี ยังได้กล่าวถึงกระบวนการทางปัญญาไว้ 10 กระบวนการ ดังนี้

1.ฝึกสังเกตสังเกตในสิ่งที่เราเห็น หรือสิ่งแวดล้อม เช่น ไปดูนก ดูผีเสื้อ หรือในการทำงาน การฝึกสังเกต จะทำให้เกิดปัญญามาก โลกทรรศน์และวิธีคิด สติและสมาธิ จะเข้าไปมีผลต่อการสังเกต และสิ่งที่สังเกต

2.ฝึกบันทึกเมื่อสังเกตอะไรแล้วควรฝึกบันทึก โดยจะวาดรูปหรือบันทึกข้อความ ถ่ายภาพ ถ่ายวิดีโอ ละเอียดมากน้อย ตามวัยและตามสถานการณ์ การบันทึกเป็นการพัฒนาปัญญา

3.ฝึกการนำเสนอต่อที่ประชุมกลุ่มเมื่อมีการทำงานเป็นกลุ่ม เราไปเรียนรู้อะไรมา บันทึกอะไรมา จะนำเสนอให้เพื่อน หรือครูรู้เรื่องได้อย่างไร ก็ต้องฝึกการนำเสนอ การนำเสนอได้ดีจึงเป็นการพัฒนาปัญญา ทั้งของผู้นำเสนอและของกลุ่ม

4.ฝึกการฟังถ้ารู้จักคนอื่นก็จะทำให้ฉลาดขึ้น โบราณเรียกว่าเป็นพหูสูต บางคนไม่ได้ยินคนอื่นพูด เพราะหมกมุ่น อยู่ในความคิดของตัวเอง หรือมีความฝังใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่งจนเรื่องอื่นเข้าไม่ได้ ฉันทะ สติ และสมาธิ จะช่วยให้ฟังได้ดีขึ้น

5.ฝึกปุจฉา – วิสัชนาเมื่อมีการนำเสนอและการฟังแล้วฝึกปุจฉา – วิสัชนา หรือถาม – ตอบ ซึ่งเป็นการฝึกใช้เหตุผล วิเคราะห์ สังเคราะห์ ทำให้เกิดความแจ่มแจ้ง ในเรื่องนั้น ๆ ถ้าเราฟังครูโดยไม่ถาม – ตอบ ก็จะไม่แจ่มแจ้ง

6.ฝึกตั้งสมมุติฐานและตั้งคำตอบเวลาเรียนรู้อะไรไปแล้ว เราต้องสามารถตั้งคำถามได้ว่า สิ่งนี้คืออะไร สิ่งนั้นเกิดจากอะไร อะไรมีประโยชน์ ทำอย่างไรจะสำเร็จประโยชน์อันนั้น และมีการฝึกซ้อมการตั้งคำถาม ถ้ากลุ่มช่วยกันคิดคำถามที่มีคุณค่า และมีความสำคัญ ก็อยากจะได้คำตอบ

7.ฝึกการค้นหาคำตอบเมื่อมีคำถามแล้วก็ควรไปค้นหาคำตอบจากหนังสือ จากตำรา จากอินเตอร์เน็ตหรือไปคุยกับ คนเฒ่าคนแก่ แล้วแต่ธรรมชาติของคำถาม การค้นหาคำตอบต่อคำถามที่สำคัญจะสนุก และทำให้ได้ความรู้มาก ต่างจากการท่องหนังสือโดยไม่มีคำถาม บางคำถามเมื่อค้นหาคำตอบทุวิถีทางจนหมดแล้วก็ไม่พบ แต่คำถามยังอยู่ และมีความสำคัญ ต้องหาคำตอบต่อไปด้วยการวิจัย

8.การวิจัยการวิจัยเพื่อหาคำตอบเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ทุกระดับ การวิจัยจะทำให้ค้นพบความรู้ใหม่ ซึ่งจะทำให้เกิดความภาคภูมิใจ สนุกและมีประโยชน์มาก

9.เชื่อมโยงบูรณาการ เชื่อมโยงบูรณาการให้เห็น ความเป็นทั้งหมด และเห็นตัวเอง ธรรมชาติของสรรพสิ่งล้วนเชื่อมโยง เมื่อเรียนรู้อะไรมาอย่าให้ความรู้นั้นแยกเป็นส่วน ๆ แต่ควรจะเชื่อมโยงเป็นบูรณาการให้เห็นความเป็นทั้งหมด ในความเป็นทั้งหมด จะมีความงามและมีมิติอื่นผุดบังเกิดออกมาเหนือความเป็นส่วน ๆ และในความเป็นทั้งหมดนั้นมองให้เห็นตัวเอง เกิดการรู้ตัวเอง ตามความเป็นจริงว่า สัมพันธ์กับความเป็นทั้งหมดอย่างไร จริยธรรมอยู่ที่ตรงนี้ คือการเรียนรู้ตัวเองตามความเป็นจริง ว่าสัมพันธ์กับความเป็นทั้งหมดอย่างไร ดังนั้น ไม่ว่าการเรียนรู้อะไร ๆ ก็มีมติทางจริยธรรมอยู่ในนั้นเสมอ มิติทางจริยธรรม อยู่ในความเป็นทั้งหมดนั่นเอง ต่างจากการเอาจริยธรรมไปเป็น วิชา ๆ หนึ่งแบบแยกส่วนแล้วก็ไม่ค่อยได้ผลในการบูรณาการ ความรู้ที่เรียนรู้มาให้รู้ความเป็นทั้งหมดและเห็นตัวเองนี้ จะนำไปสู่อิสรภาพและความสุขอันล้นเหลือ เพราะหลุดพ้นจากความบีบคั้น ของความไม่รู้ การไตร่ตรองนี้จะโยงกลับไปสู่วัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ที่ว่า เพื่อลดตัวกู - ของกูและเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ อันจะช่วยให้กำกับการแสวงหาความรู้เป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว มิใช่เป็นไปเพื่อความกำเริบแห่งอหังการ– มมังการ และรบกวนการอยู่ร่วมกันด้วยสันติ

10.ฝึกการเขียนเรียบเรียงทางวิชาการถึงกระบวนการเรียนรู้และความรู้ใหม่ที่ได้มา การเรียบเรียงทางวิชาการเป็นการเรียบเรียง ให้ประณีตขึ้น ทำให้ค้นคว้าหาหลักฐานที่มา ที่อ้างอิงของความรู้ให้ถี่ถ้วนแม่นยำขึ้น การเรียบเรียงทางวิชาการจึงเป็นการพัฒนาตนเอง อย่างสำคัญ และเป็นประโยชน์ในการเรียนรู้ของผู้อื่นในวงกว้างออกไป


กระบวนการคิดแก้ปัญหาตามหลักอริยสัจ 4

กระบวนการคิดแก้ปัญหาตามหลักอริยสัจ 4 

 

การคิด
การคิดเป็นกระบวนการทางสมองของมนุษย์ที่มีศักยภาพสูงมากเป็นส่วนที่มนุษย์มีแตกต่างกับสัตว์ต่างๆ การคิดเป็นการแฝงอยู่ในเรื่องของการเรียนรู้ของมนุษย์ไว้อย่างหลากหลาย

การบวนการคิด
    กระบวนการคิด  เป็นการคิดที่ต้องดำเนินการไปเป็นลำดับขั้นตอน  ที่จะช่วยให้การคิดนั้นประสบความสำเร็จตามจุดมุ่งหมายของการคิดนั้นๆ  ซึ่งในแต่ละลำดับขั้นตอนต้องอาศัยทักษะการคิด  หรือลักษณะการคิดจำนวนมาก  กระบวนการที่สำคัญที่หลายกระบวนการ

กระบวนการคิดแก้ปัญหา
    กระบวนการคิดปัญหา  ได้แก่   ลำดับขั้นตอนของการคิดและการดำเนินการแก้ปัญหา  เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วิธีคิดแบบอริยสัจ 4 ( แก้ปัญหา )
เรียกตามทางธรรมะได้ว่า  วิธีแห่งความดับทุกข์  โดยเริมจากตัยวปัญหา  หรือ ทุกข์ ทำความเข้าใจให้ชัดเจน  สืบค้นหาสาเหตุเตรียมไข  วางแผนกำจัดสาเหตุปัญหา  มีวิธีการปฏิบัติ 
4  ขั้นตอน  คือ
    1.   ทุกข์     คือ  การกำนดให้รู้จักสภาพปัญหา   หมายถึง  ความไม่สบายกาย  ความไม่สบายบใจ  อันเนื่องมาจากสภาวะที่ทนได้ยาก คือ  เป็นสภาะที่บีบคั้นจิตใจ  ความขัดแย้ง การขาดความเที่ยงแท้การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก  ความไม่สมปรารถนา  เมื่อเกิดทุกข์เราต้องไม่ประมาท และต้องพร้อมที่จะเผชิญกับความเป็นจริง
    2.   สมุทัย  คือ  การกำหนดเหตุแห่งทุกข์เพื่อกำจัด   หมายถึง เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ คือ เป็นสิ่งเริ่มต้นที่ทำให้เกิดทุกข์  ทุกข์ที่เกิดขึ้นนั้นมีสาเหตุที่แตกต่างกันออกไป  แต่สาเหตุที่แท้จริงที่ก่อให้เกิดทุกข์  ก็คือ  ตัณหา  หรือความอยาก  ความต้องการ  มี่อยู่  3 ประการคือ 
       2.1   กามตัณหา  หมายถึง  ความอยากได้สิ่งที่ปรารถณาทุกอย่าง  เช่น  อยากได้ทรัพย์สินเงินทอง
       2.2   ภวตัณหา  หมายถึง  ความอยากเป็นนั่นอยากเป็นนี่  เช่น  อยากเป็นคนดัง อยากเป็นดารา  เป็นต้น
       2.3   วิภวตัณหา  หมายถึง  ความไม่อยากเป็นนั่นเป็นนี่  เช่น  ไม่อยากสอบตก  ไม่อยากเป็นคนพิการ  เป็นต้น

    3.  นิโรธ   คือ  การดับทุกข์อย่างมีจุดหมาย  ต้องมีการกำหนดว่าจุดหมายที่ต้องการคืออะไร   หมายถึง  ความดับทุกข์  หรือภาวะที่ทำให้ตัณหาดับสิ้นไป  ทุกข์เกิดขึ้นมีสาเหตุมาจากัณหา หรือความอยาก  ถ้าคนเราลดตัณหาหรือความอยากได้มากเท่าไร  ทุกข์ก็ย่อมน้อยลงไปด้วย  แต่ถ้าเราดับได้โดยสิ้นเชิงชีวิตเราก็จะมีแต่ความสงบ
    4.   มรรค   คือ  การกำหนดวิธีการในรายละเอียดและปฏิบัติเพื่อกำจัดปัญหา  หมายถึง ข้อปฏิบัติให้ถึงความทุกข์  ได้แก่  การเดินทางสายกลาง  ซึ่งมรรคมีองค์ประกอบด้วย  8 ประการ คือ
    4.1   สัมมาทิฏฐิ  หมายถึง  ความเห็นชอบ  คือการเห็นตามความจริงและรู้ว่าอะไรดี อะไรไม่ดี
    4.2   สัมมาสังกัปปะ  หมายถึง  ความดำริชอบ   คือการไม่คิดลุ่มหลงให้เกิดสุขในอารมณ์  ไม่คิดอาฆาตพยาบาท  ตลอดจนไม่เบียดเบียนผู้อื่น
    4.3  สัมมาวาจา  หมายถึง  การเจรจาชอบ  คือการพูดแต่ในสิ่งที่ดี ไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด  ไม่พูดหยาบคาบ  ไม่พูดไร้สาระ
    4.4  สัมมากัมมันตะ  หมายถึง  การกระทำชอบ  คือการกระทำในสิ่งที่ดี  ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลัก-ทรัพย์  ไม่ประพฤติผิดในกาม
    4.5  สัมมาอาชีวะ  หมายถึง  การเลี้ยงชีพชอบ  คือการประกอบอาชีพที่สุจริต  ไม่คดโกง  หลอกลวง  ไม่กระทำในสิ่งที่เป็นผลร้ายต่อผู้อื่น
    4.6  สัมมาวายามะ  หมายถึง  พยายามชอบ  คือพยายามที่จะป้องกัน ไม่ให้เกิดความชั่ว พยายามที่จะกำจัดความชั่วที่มีอยู่ให้หมดไป  พยายามสร้างความดีที่ยังไม่เกิดให้เกิด  และพยายามรักษาความดีที่มีให้คงอยู่ต่อไป
    4.7  สัมมาสติ  หมายถึง  การระลึกชอบ  คือระลึกอยู่เสมอว่าสิ่งที่รู้สิ่งที่เห็นนั้นเป็นไปตามความเป็นจริง
    4.8  สัมมาสมาธิ  หมายถึง  การตั้งจิตมั่นชอบ  คือ  การที่สามารถตั้งจิตใจให้จดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นาน

การคิดแก้ปัญหา  (  อริยสัจ  4  )
    ศาสตราจารย์  ดร.สาโรช  บัวศรี  เป็นผู้ริเริ่มความคิด ในการนำหลักพุทธรรมมาใช้ในกระบวนการแก้ปัญหา  โดยประยุกต์หลักอริยสัจ  4  อันได้แก่  ทุกข์  สมุทัย  นิโรธ มรรค  มาใช้ควบคู่กับ “  กิจในอริยสัจ  4”  อันประกอบด้วย  ปริญญา (  การกำหนดรู้ )  ปหานะ  (การละ ) สัจฉิกิริยา ( การทำให้แจ้ง )  และภาวนา ( การเจริญ หรือลงมือปฏิบัติ )  จากหลักการทั้งสอง  ศาสตราจารย์ ดร. สาโรช  บัวศรี ได้เสนอแนะกระบวนการแก้ปัญหาในการเรียนการสอน



ดังนี้
1.       ขั้นกำหนดปัญหา  (  ขั้นทุกข์ )
คือการระบุปัญหาที่ต้องการแก้ไข
2.       ขั้นตั้งสมมติฐาน ( ขั้นสมุทัย )
คือ  การวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาและตั้งสมมุติฐาน
3.       ขั้นทดลอง และ เก็บข้อมูล (  ขั้นนิโรธ )
คือ  การกำหนดวัตุประสงค์และวิธีการทดลองเพื่อพิสูจน์สมมุติฐานและเก็บรวบรวมข้อมูล
4.       ขั้นวิเคราะห์ข้อมูลและสรุปผล  ( ขั้นมรรค )
คือ  การนำข้อมูลมาวิเคราะห์และสรุป

การคิดเพื่อการแก้ปัญหาตามแนวคิดของ โกวิท  วรพิพัฒน์  มีจุดเริ่มต้นที่ตัวปัญหาแล้ว ย้อนพิจารณาไตร่ตรองถึงข้อมูล  3 ประเภท  คือ ข้อมูลด้านตนเอง  ชุมชนสังคมสิ่งแวดล้อมและข้อมูลทางวิชาการ  ต่อจากนั้น จึงลงมือกระทำการ  หากการกระทำสามารถทำให้ปัญหาและความไม่พอใจของบุคคลหายไป  กระบวนการคิดจะยุติลงแต่หากบุคลคลยังไม่พอใจและปัญหายังคงอยู่  บุคคลจะเริ่มกระบวนการรคิดใหม่อีกครั้งหนึ่ง  ดังนี้
เริ่ม           ปัญหา               กระบวนการแก้ปัญหา        ความสุข



ข้อมูลตนเอง      ข้อมูลสังคมสิ่งแวดล้อม       ข้อมูลวิชาการ


            
                       ตัดสินใจ


ไม่พอ           ปฏิบัติ             พอใจ



รูปแบบการคิดของโกวิท   วรพิพัฒน์

การจัดการเรียนรู้ตามขั้นของอริยสัจ 4

เป็นกระบวนการแสวงหาความรู้  โดยผู้เรีนยพยายามค้นคิดการแก้ปัญหาต่างๆ  โดยใช้ลำดับขั้นตอนทั้ง 4 ขั้นของอริยสัจ  เป็นแนวทางในการแก้ปัญหาด้วนตนเอง
การจัดการเรียนรู้ตามขั้นทั้ง 4 ของอริยสัจ มีองค์ประกอบดังนี้
1.   หัวข้อปัญหา
2.   ลำดับขั้นตอนการแก้ปัญหา
3.   สรุปแนวทางการแก้ปัญหา
ซึ่งมีขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ดังนี้  โดยศาสตราจารย์  ดร. สาโรช  บัวศรี  (  อ้างถึงในสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ  2540  :  201-202 )  ดังนี้
ขั้นตอนการสอน
เทคนิคสำคัญ
1.   กำหนดปัญหา  (ขั้นทุกข์ )
1.1  ผู้สอนกำหนดและนำเสนอปัญหาอย่างละเอียด พยายามให้ผู้เรียนทำความเข้าใจต่อปัญหานั้นตรงหัน  และพยายามเร้าความรู้สึกให้ผู้เรียนเกิดความตระหนักว่าสิ่งที่ผู้สอนนำเสนอนั้นเป็นปัญหาของทุกคน  ทุกคนมีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหานั้น และทุกคนจะต้องร่วมมือกันช่วยแก้ปัญหา   เพื่อความสุขของทุกคน
1.2  ผู้สอนช่วยให้ผู้เรียนให้ได้ศึกษาพิจารณาดูปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยตนเอง ด้วยความรอบคอบและพยายามกำหนดขอบเขตของปัญหาซึ่งผู้เรียนจะต้องคิดแก้ให้ได้
2.   ตั้งสมมติฐาน  (  ขั้นสมุทัย )
2.1  ผู้อนช่วยผู้เรียนให้ได้พิจารณาด้วยตนเองว่าสาเหตุของปัญหาที่ยกขึ้นมากล่าวในขั้นที่  1 นั้นมีอะไรบ้าง

1.1  การอธิบายอย่างกระจ่างชัด  สร้างภาพ  เหตุการณ์ให้เห็นผลของการละเลยไม่แก้ปัญหาและการโน้มน้าวชักชวนให้เกิดความตระหนักในความสำคัญของการแก้ปัญหา  อาจใช้สื่อที่เหมาะสมในการนำเสนอปัญหาให้สมจริง



1.2  เปิดโอกาศให้ผู้เรียนได้แสดงความคิดเห็นอย่างหลากหลายและทั่วถึงและเขียนความแสดงความคิดเห็นทั้งหมดนั้นบนกระดานเพื่อป้องกันการลืมและเป็นการเสริมให้ผู้เรียนพยายามมีส่วนร่วมในบทเรียน
2.1   ใช้คำถามเร้าให้ผู้เรียนช่วยกันคิดและแสดงความคิดเห็น  ผู้สอนเขียนข้อมูลสาเหตุของปัญหาตามที่ผู้เรียนเสนอไว้คู่กับประเด็นปัญหาที่ 1.2 ที่เขียนไว้บนกระดาน

ขั้นตอนการสอน
เทคนิคสำคัญ
2.2 ผู้สอนช่วยผู้เรียนให้ได้เกิดความเข้าใจตระหนักว่าในการแก้ปัญหาใดๆนั้นจะต้องกำจัดหรือดับ
2.3 ผู้สอนช่วยผู้เรียนให้ได้คิดว่าในการแก้ปัญหาที่สาเหตุนั้นอาจจะกระทำอะไรได้บ้าง  คือ  ให้กำหนดสิ่งที่จะกระทำนี้เป็นข้อๆ ไป

3.   ทดลองและเก็บข้อมูล  (  ขั้นนิโรธ )




4.   วิเคราะห์ข้อมูลและสรุปผล ( ขั้นมรรค)
4.1  ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจและสรุปได้ว่าในบรรดาการทดลองหรือการกระทำด้วยตนเองหลายๆอย่างนั้น  บางอย่างก็แก้ปัญหาไม่ได้ บางอย่างก็แก้ปัญหาได้ชัดเจน  การแก้ปัญหาให้สำเร็จจะต้องทำอย่างไรแน่
4.2 เมื่อลงข้อสรุปวิธีแก้ปัญหาได้แล้วให้ผู้เรียนช่วยกันกำหนดแนวทางในการปฏิบัติและลงมือปฏิบัติตามแนวทางนั้นโดยทั่วกัน  รวมทั้งให้ผู้เรียนช่วยกันคิดว่าวิธีการควบคุมและติดตามการปฏิบัติเมื่อแก้ไขปัญหานั้นๆด้วย
2.2  ใช้วิธีการอภิปรายเชื่อมโยงเหตุผล


2.3  ให้ตัวอย่างการกำหนดสิ่งที่จะกระทำแล้วเปิดโอกาสและกระตุ้นให้ผู้เรียนแสดงความคิดเห็นในการเสริมแรงผู้เรียนที่แสดงความคิดเห็น  เขียนข้อมูลที่ผู้เรียนเสนอไว้บนกระดาน
3      ให้เทคนิคการแบ่งงาน และการทำงานเป็นกลุ่มและเสนอแนะวิธีการจดบันทึกข้อมูล  ผู้สอนอาจให้ผู้เรียนช่วยกันเสนอว่าจะจดบันทึกข้อมูลอย่างไร  หรือช่วยกันออกแบบตารางบันทึกข้อมูล

4.1  ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการวิเคาระห์และเปรียบเทียบข้อมูลที่ได้บันทึกไว้แล้วช่วยกันลงข้อสรุปโดยผู้สอนช่วยเชื่อมโยง  ความคิดของผู้เรียนแต่ละคน


4.2  เปิดโอกาสให้ผู้เรียนแสดงความคิดเห็นโดยผู้สอนใช้คำถมกระตุ้นให้ข้อมูลย้อนกลับทบทวนเสริมความสำคัญ สรุปเชื่อมโยงข้อคิดเห็นของผู้เรียนและบันทึกข้อมูลต่างๆบนกระดาน




ตัวอย่างการจัดการเรียนรู้ตามขั้นสี่ของอริยสัจ

เรื่อง     การทำน้ำให้สะอาด

ขั้นทั้งสี่ของอริยสัจ
ขั้นของการสอน
1.       ขั้นปัญหา


2.       ขั้นสมุทัย




3.       ขั้นนิโรธ


4.       ขั้นมรรค
ในชุมชนของเรามีน้ำดื่มไม่สะอาดเสียเลย  ป่วยเจ็บกันบ่อย ๆทำอย่างไร  น้ำดื่มนั้นจึงจะสอาดได้
ถ้าเรากระทำสิ่งต่อไปนี้  จะได้น้ำที่สะอาดไหม ?
       1 )  แกว่งน้ำด้วยสารส้ม
       2 )  ต้มน้ำให้เดือด
       3 )  กรอง
       4 )  กลั่น
ผู้เรียนทดลองทำสิ่งทั้ง  4  ประกอบข้างบนนั้น  ในห้องปฏิบัติการของโรงเรียนและจดผลของการทดลองนั้น ๆ ไว้พิจารณาหรือวิเคราะห์  ต่อไป
1)       ทำการวิเคราะห์ผลการทอลองโดยใช้กล้องจุลทรรศน์หรือวิธีการอื่นๆ  ผู้เรียนก็จะพบว่า
-        น้ำที่แกว่งด้วยสารส้มนั้นใสดี  แต่ยังมีเชื้อโรคเยอะ
-        เชื้อโรคตายหมดเลยในน้ำต้มแต่ขุ่นมาก
-        ยังมีเชื้อโรคอยู่มากในน้ำกรอง
-        น้ำกลั่นน้ำสะอาดมาก
2)       ดังนั้น  สรุปว่าการทำน้ำสะอาดโดยวิธีที่ราคาถูกนั้น คือ  แกว่งน้ำด้วยสารส้มแล้วเอาไปต้มให้เดือด  ส่วนน้ำกลั่นนั้น  เป็นที่ต้องการของเราอย่างยิ่งแต่ออกจะแพงมาก



กัลยาณมิตรนิเทศ

กระบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน

กระบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน

วิธีสอนทักษะกระบวนการต่างๆ

 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามกระบวนการเรียนรู้

กระบวนการเรียนรู้ คือ แนวทางดำเนินการเรียนการสอนในเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่มี ขั้นตอนเป็นลำดับ ที่ช่วยให้การเรียนรู้มีประสิทธิภาพ ทั้งกลุ่มใหญ่ กลุ่มย่อย รายบุคคลและนำไปสู่ความสำเร็จจามจุดประสงค์โดยใช้ทรัพยากรและเวลาน้อยที่สุด

สงบ  ลักษณะ (2539: 38 – 47) กล่าวถึงการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ซึ่งได้รวบรวมกระบวนการต่างๆ ไว้  12  กระบวนการ ดังนี้
·                ทักษะกระบวนการสร้างความคิดรวบยอด
·                ทักษะกระบวนการปฏิบัติ
·                ทักษะกระบวนการคิดอย่างมีวิจารณาญาณ
·                ทักษะกระบวนการสร้างความตระหนัก
·                ทักษะกระบวนการสร้างเจตคติ
·                ทักษะกระบวนการสร้างค่านิยม
·                ทักษะกระบวนการเรียนความรู้ ความเข้าใจ
·                ทักษะกระบวนการเรียนภาษา
·                ทักษะกระบวนการแก้ปัญหา
·                ทักษะกระบวนการ 9 ขั้น
·                ทักษะกระบวนการกลุ่ม
·                ทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์
นอกจากนั้นยังมีวิธีการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญอีกหลายวิธี  เช่น  วิธีการสอนทางประวัติศาสตร์   วิธีการสอนกระบวนการคิดแบบโยนิโสมนสิการ  คิดแบบสืบสาวเหตุปัจจัย คิดแบบคุณค่าแท้ คุณค่าเทียม  คิดแบบอริยสัจ 4   การเรียนรู้แบบโครงงาน  เป็นต้น

 กระบวนการต่างๆ ยังมีอีกมากแต่ละกระบวนการไม่ได้กำหนดขั้นตอนไว้ตายตัว เพื่อให้กระบวนการดังกล่าวมีประสิทธิภาพ จึงจำเป็นที่จะต้องมีขั้นตอนเอาไว้เป็นแนวทางดังนี้

           1. ทักษะกระบวนการ 

มีขั้นตอนดังนี้
                 1.1 ตระหนักในปัญหาและความจำเป็น
                  ครูยกสถานการณ์ตัวอย่างให้ผู้เรียนเข้าใจและตระหนักในปัญหา ความจำเป็นของเรื่องที่จะศึกษาหรือเห็นประโยชน์ ความสำคัญของการศึกษานั้นๆ โดยครูอาจนำเสนอเป็นกรณีตัวอย่าง หรือสถานการณ์ที่สะท้อนให้เห็นปัญหาความขัดแย้งของเรื่องที่จะศึกษาโดยใช้สื่อประกอบ เช่นรูปภาพ วิดีทัศน์ สถานการณ์จริง กรณีตัวอย่าง สไลด์ ฯลฯ
                 1.2 คิดวิเคราะห์วิจารณ์
                  ครูกระตุ้นให้ผู้เรียนได้คิดวิเคราะห์ วิจารณ์ ตอบคำถาม แบบฝึกหัด ข้อมูลและให้โอกาสผู้เรียนแสดงความคิดเห็นเป็นกลุ่ม หรือรายบุคคล
                 1.3 สร้างทางเลือกให้หลากหลาย
                 เป็นโอกาสให้ผู้เรียนแสวงหาทางเลือกในการแก้ปัญหาอย่างหลากหลายโดยร่วมกันคิดเสนอทางเลือก และอภิปรายข้อดีข้อเสียของทางเลือกนั้นๆ
                 1.4 ประเมินและเลือกทางเลือก
ให้ผู้เรียนพิจารณาตัดสินเลือกแนวทางในการแก้ปัญหาโดยร่วมกันสร้างเกณฑ์ที่ต้องนึกถึงปัจจัย วิธีดำเนินการ ผลผลิต ข้อจำกัด ความเหมาะสม กาลเทศะ เพื่อใช้ในการพิจารณาการเลือกแนวทางการแก้ปัญหา ซึ่งอาจใช้วิธีระดมพลังสมอง อภิปราย ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม
                 1.5 กำหนดและลำดับขั้นตอนการปฏิบัติ
                 ให้ผู้เรียนวางแผนการทำงานของตนเองหรือกลุ่ม อาจใช้ลำดับขั้นการดำเนินงานดังนี้
                        1.5.1 ศึกษาข้อมูลพื้นฐาน
                        1.5.2 กำหนดวัตถุประสงค์
                        1.5.3 กำหนดขั้นตอนการทำงาน
                        1.5.4 กำหนดผู้รับผิดชอบ (กรณีทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม)
                        1.5.5 กำหนดระยะเวลาการทำงาน
                        1.5.6 กำหนดวิธีการประเมินผล
                  1.6 ปฏิบัติด้วยความชื่นชม
                  เป็นโอกาสให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ด้วยความสมัครใจ ตั้งใจมีความกระตือรือร้นและเพลิดเพลินกับการทำงาน
                  1.7 ประเมินระหว่างปฏิบัติ
ผู้เรียนได้สำรวจปัญหาอุปสรรคในการปฏิบัติงานโดยการซักถามอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น มีการประเมินผลการปฏิบัติงานตามขั้นตอนและตามแผนที่กำหนดไว้ โดยสรุปผลการทำงานแต่ละช่วง แล้วนำเสนอแนวทางการปรับปรุงการทำงานขั้นต่อไป
                  1.8 ปรับปรุงให้ดีขึ้นอยู่เสมอ
ผู้เรียนนำผลที่ได้จากการประเมินในแต่ละขั้นตอนมาเป็นแนวทางในการพัฒนางานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
                  1.9 ประเมินผลรวมเพื่อให้เกิดความภูมิใจ
ผู้เรียนสรุปผลการดำเนินงาน โดยการเปรียบเทียบผลงานกับวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้และผลพลอยได้อื่นๆ ซึ่งอาจเผยแพร่ขยายผลงานแก่ผู้อื่นได้รับด้วยความเต็มใจ

          2. กระบวนการสร้างความคิดรวบยอด 

มีขั้นตอนดังนี้
                    2.1 สังเกต
                    ให้ผู้เรียนรับรู้ข้อมูล และศึกษาด้วยวิธีการต่างๆโดยใช้สื่อประกอบเพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดข้อกำหนดเฉพาะด้วยตนเอง
                    2.2 จำแนกความแตกต่าง
                    ให้ผู้เรียนบอกข้อแตกต่างของสิ่งที่รับรู้และให้เหตุผลในความแตกต่างนั้น
                    2.3 หาลักษณะร่วม
                    ผู้เรียนมองเห็นความเหมือนในภาพของสิ่งที่รับรู้และสรุปเป็นวิธีการ หลักการ คำจำกัดความ นิยามได้
                    2.4 ระบุชื่อความคิดรวบยอด
                    ผู้เรียนได้ความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งที่รับรู้
                    2.5 ทดสอบและนำไปใช้
                    ผู้เรียนได้ทดลอง ทดสอบ สังเกต ทำแบบฝึกหัด ปฏิบัติ เพื่อประเมินความรู้

          3. กระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ เป็นความสามารถทางกระบวนการทางปัญญาที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้ เกิดความจำ เข้าใจ จนถึงขั้นการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมินค่าตามแนวของ BLOOM แนวหนึ่ง อีกแนวหนึ่งเป็นแนวคิดของ GAGNE ที่เป็นกระบวนการเริ่มจากสัญลักษณ์ทางภาษาจนโยงเป็นความคิดรวบยอด เป็นกฎเกณฑ์และนำกฎเกณฑ์ไปใช้และเพื่อให้ง่ายต่อการสอนซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้เป็นขั้นๆ อาจจะเลือกใช้เทคนิคใดก่อนหลังก็ได้ขึ้นอยู่กับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน แต่ควรพยายามกระตุ้นให้ผู้เรียนผ่านขั้นตอนย่อยทุกขั้นตอน

                    3.1 สังเกต
                    เน้นการให้ทำกิจกรรมรับรู้แบบปรนัย เข้าใจ ได้ความคอดรวบยอด เชื่อมโยงความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ สรุปเป็นใจความสำคัญครบถ้วน ตรงตามหลักฐานข้อมูล
                    3.2 อธิบาย
                    ให้ผู้เรียนตอบคำถาม แสดงความคิดเห็น เชิงเห็นด้วยไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่กำหนดเน้นการใช้เหตุผลด้วยหลักการกฎเกณฑ์ อ้างหลักฐานข้อมูลประกอบให้น่าเชื่อถือ
                    3.3 รับฟัง
                    ให้ผู้เรียนได้ฟังความคิดเห็นได้ตอบคำถามวิพากษ์วิจารณ์จากผู้อื่นที่มีต่อความคิดของตน เน้นการปรับเปลี่ยนความคิดเดิมของตนตามเหตุผลหรือข้อมูลที่ดี โดยไม่ใช้อารมณ์หรือดื้อเพ่งต่อความคิดเดิม
                    3.4 เชื่อมโยงความสัมพันธ์
                    ให้ผู้เรียนได้เปรียบเทียบความแตกต่าง และความคล้ายคลึงของสิ่งต่างๆให้สรุปจัดกลุ่มสิ่งที่เป็นพวกเดียวกัน เชื่อมโยงเหตุการณ์เชิงหาเหตุและผล หากกฎเกณฑ์การเชื่อมโยงในลักษณะอุปมาอุปมัย
                    3.5 วิจารณ์
                    จัดกิจกรรมให้วิเคราะห์เหตุการณ์ คำกล่าว แนวคิด หรือการกระทำ แล้วให้จำแนกหาจุดเด่น – จุดด้อย ส่วนดี- ส่วนเสีย ส่วนสำคัญ-ไม่สำคัญ จากสิ่งนั้นด้วยการยกเหตุผลหลักการมาประกอบการวิจารณ์
                    3.6 สรุป
                    จัดกิจกรรมให้พิจารณาส่วนประกอบของการกระทำหรือข้อมูลต่างๆที่เชื่อมโยงเกี่ยวข้องกัน แล้วให้สรุปผลอย่างตรงและถูกต้องตามหลักฐานข้อมูล

          4. กระบวนการแก้ปัญหา               

                     4.1 สังเกต
                    ให้นักเรียนได้ศึกษาข้อมูล รับรู้และทำความเข้าใจในปัญหาจนสามารถสรุปตระหนักในปัญหานั้น
                    4.2 วิเคราะห์
ให้ผู้เรียนได้อภิปรายหรือแสดงความคิดเห็นเพื่อแยกแยะประเด็นปัญหา สภาพสาเหตุและลำดับความสำคัญของปัญหา
                    4.3 สร้างทางเลือก
                    เป็นโอกาสให้ผู้เรียนแสวงหาทางเลือกในการแก้ปัญหาอย่างหลากหลาย ซึ่งอาจมีการทดลอง ค้นคว้า ตรวจสอบ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบกรณีที่ให้นักเรียนทำกิจกรรมกลุ่มควรมีการกำหนดหน้าที่ในการทำงาน
                    4.4 เก็บข้อมูลประเมินทางเลือก
ผู้เรียนได้ปฏิบัติตามแผนและบันทึกการปฏิบัติงาน เพื่อรายงานและตรวจสอบความถูกต้องของทางเลือก
                    4.5 สรุป
                    เป็นการสังเคราะห์ความรู้ด้วยตนเอง อาจจัดทำในรูปของรายงาน

           5. กระบวนการสร้างความตระหนัก                 

เป็นกระบวนการที่ทำให้ผู้เรียนให้ความสนใจ เอาใจใส่ รับรู้ เห็นคุณค่าในปรากฏการณ์พฤติกรรมต่างๆทั้งที่เป็นรูปธรรม นามธรรม ที่เกิดขึ้นในสังคม มีขั้นตอนดังนี้
                    5.1 สังเกต
                    ให้ข้อมูลที่ต้องการให้ผู้เรียนเกิดความสนใจ เอาใจใส่ และเห็นคุณค่า
                    5.2 วิจารณ์
                    ให้ตัวอย่าง สถานการณ์ ประสบการณ์ตรง เพื่อให้ผู้เรียนได้วิเคราะห์สาเหตุผลดีผลเสีย ที่จะเกิดขึ้นทั้งในระยะสั้น ระยะยาว
                    5.3 สรุป
                    ให้อภิปรายหาข้อมูลหรือหลักฐานมาสนับสนุนคุณค่าของสิ่งของที่จะต้องตระหนักและวางเป้าหมายที่จะพัฒนาตนเองในเรื่องนั้น

           6. กระบวนการปฏิบัติ

เป็นกระบวนการที่มุ่งให้ผู้เรียนปฏิบัติจนเกิดทักษะ มีขั้นตอนดังนี้
                    6.1 สังเกตรับรู้
                    ให้ผู้เรียนได้เห็นตัวอย่างหลากหลายจนเกิดความเข้าใจและสรุปความคิดรวบยอด
                    6.2 ทำตามแบบ
                    ทำตามตัวอย่างที่แสดงให้เห็นทีละขั้นตอนจากขั้นพื้นฐานไปสู่งานที่ซับซ้อนขึ้น
                    6.3 ทำเองโดยไม่มีแบบ
                    เป็นการให้ฝึกปฏิบัติชนิดครบถ้วนกระบวนการทำงาน ตั้งแต่ต้นจนจนด้วยตนเอง
                    6.4 ฝึกให้ชำนาญ
                    ให้ปฏิบัติด้วยตนเองจนเกิดความชำนาญ หรือทำได้โดยอัตโนมัติ ซึ่งอาจเป็นงานชิ้นเดิมหรืองานที่คิดขึ้นใหม่

            7. กระบวนการคณิตศาสตร์

 กระบวนการนี้มี 2 วิธี คือสอนทักษะทางคิดคำนวณและสอนทักษะแก้ปัญหาโจทย์การสอนทักษะทางคิดคำนวณมีขั้นตอนย่อย คือ สร้างความคิดรวบยอดของคำ นิยามศัพท์ สอนกฎโดยวิธีอุปนัย (สอนจากตัวอย่างไปสู่กฎเกณฑ์ใหม่) ฝึกฝนวินิจฉัยปรับปรุง แก้ไขข้อบกพร่องและเสริมแรง
ส่วนการสอนทักษะแก้ปัญหาโจทย์ มีขั้นตอนย่อยคือ แปลโจทย์ในเชิงภาษา หาวิธีแก้ปัญหาโจทย์ วางแผน ปฏิบัติตามขั้นตอน และตรวจสอบคำถาม

            8. กระบวนการเรียนภาษา  เป็นกระบวนการที่มุ่งให้เกิดการพัฒนาทักษะทางภาษา มีขั้นตอนดังนี้

                    8.1 ทำความเข้าใจสัญลักษณ์ สื่อ รูปภาพ รูปแบบ เครื่องหมาย ผู้เรียนรับรู้เกี่ยวกับความหมายของคำ กลุ่มคำ ประโยคและถ้อยคำ สำนวนต่างๆ
                    8.2 สร้างความคิดรวบยอด
                    ผู้เรียนเกิดการเชื่อมโยงความรู้จากประสบการณ์ มาสู่ความเข้าใจและเกิดภาพรวมเกี่ยวกับสิ่งที่เรียนด้วยตนเอง
                    8.3 สื่อความหมาย ความคิด
                    ผู้เรียนถ่ายทอดทางภาษาให้ผู้อื่นเข้าใจได้
                    8.4 พัฒนาความสามารถ
                    ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามขั้นตอนคือความรู้ความจำ เข้าใจ นำไปใช้วิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมินค่าได้

           9. กระบวนการกลุ่ม 

เป็นกระบวนการมุ่งให้ผู้เรียนทำงานร่วมกัน โดยเน้นกิจกรรมดังนี้
                    9.1 มีผู้นำกลุ่ม ซึ่งอาจผลัดเปลี่ยนกัน
                    9.2 วางแผนกำหนดวัตถุประสงค์และวิธีการ
                    9.3 รับฟังความคิดเห็นจากสมาชิกทุกคนบนพื้นฐานของเหตุผล
                    9.4 แบ่งหน้าที่รับผิดชอบ เมื่อมีการปฏิบัติ
                    9.5 ติดตามผลการปฏิบัติและปรับปรุง
                    9.6 ประเมินผลรวมและชื่นชมในผลงานของคณะ

          10. กระบวนการสร้างเจตคติ

 มีแทรกได้กับทุกเนื้อหา เน้นความรู้สึกที่ดีต่อสิ่งที่เรียนอาจเป็นความคิด หลักการ การกระทำเหตุการณ์ สถานการณ์ ฯลฯ มีขั้นตอนดังนี้
                    10.1 สังเกต
                    พิจารณาข้อมูล เหตุการณ์ การกระทำที่เกี่ยวข้องกับการมีเจตคติที่ดีและเจตคติที่ไม่ดี
                     10.2 วิเคราะห์
                    พิจารณาผลที่จะเกิดขึ้นตามมา แยกเป็นการกระทำที่เหมาะสมได้ผลตามที่น่าพอใจและกระทำที่ไม่เหมาะสมได้ผลตามที่ไม่น่าพอใจ
                    10.3 สรุป
                    รวบรวมข้อมูลเป็นหลักการ แนวคิด แนวปฏิบัติด้วยเหตุผลของความพอใจ

            11. กระบวนการสร้างค่านิยม

 เป็นกระบวนการที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเกิดความรู้สึก เกิดความยอมรับและเห็นคุณค่าด้วยตนเอง มีขั้นตอนดังนี้
                    11.1 สังเกต ตระหนัก
                    พิจารณาการกระทำที่เหมาะสมและการกระทำที่ไม่เหมาะสม รับรู้ความหมายจำแนกการกระทำที่แตกต่างได้
                    11.2 ประเมินเชิงเหตุผล
                    ใช้กระบวนการกลุ่มอภิปรายแสดงความคิดเห็น วิเคราะห์วิจารณ์การกระทำของตัวละคร หรือบุคคลในสถานการณ์ต่างๆว่าเหมาะสมหรือไม่เพราะเหตุใด
                    11.3 กำหนดค่านิยม
                    สมาชิกแต่ละคนแสดงความเชื่อ ความพอใจในการกระทำที่ควรกระทำในสถานการณ์ต่างๆพร้อมเหตุผล
                    11.4 วางแผนปฏิบัติ
                    กลุ่มช่วยกันกำหนดแนวปฏิบัติในสถานการณ์จริงๆโดยมีครูร่วมรับทราบกติกา การกระทำและสำรวจสิ่งที่ผู้เรียนต้องการจะได้รับเมื่อได้กระทำดีแล้ว เช่น การได้ประกาศชื่อให้เป็นที่ยอมรับ
                    11.5 ปฏิบัติด้วยความชื่นชม
                    ครูให้การเสริมแรงตามกติการะหว่างการปฏิบัติให้ผู้เรียนเกิดความชื่นชม ยินดี

            12. กระบวนการเรียน ความรู้ความเข้าใจ

 ใช้กับการเรียนเนื้อหาเชิงความรู้ตามความจริง มีขั้นตอนดังนี้
                    12.1 สังเกต ตระหนัก
                    พิจารณาข้อมูล สาระความรู้ เพื่อความสร้างความคิดรวบยอด กระตุ้นให้ตั้งคำถาม ตั้งข้อสังเกต สังเคราะห์ข้อมูล เพื่อทำความเข้าใจในสิ่งที่ต้องการเรียนรู้ และกำหนดเป็นวัตถุประสงค์เป็นแนวทางที่จะแสวงหาคำตอบต่อไป
                    12.2 วางแผนปฏิบัติ
                    นำวัตถุประสงค์หรือคำถามที่ทุกคนสนใจจะหาคำตอบมาวางแผนเพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสม
                    12.3 ลงมือปฏิบัติ
                    กำหนดให้สมาชิกในกลุ่มย่อย ๆ ได้แสวงหาคำตอบจากแหล่งความรู้ด้วยวิธีต่างๆ เช่น ค้นคว้า ศึกษานอกสถานที่ หาข้อมูลจากองค์กรในชุมชน ฯลฯ ตามแผนที่วางไว้
                    12.4 พัฒนาความรู้ความเข้าใจ
                    นำความรู้ที่ได้มารายงานและอภิปรายเชิงแปลความ ตีความ ขยายความ นำไปใช้วิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมินค่า
                    12.5 สรุป
                    รวบรวมเป็นสาระที่ควรรู้บันทึกลงสมุดของผู้เรียน


ชุดที่ 7

วิชา การออกแบบและการจัดการเรียนรู้     ประจำภาคเรียนที่ 2 / 25 60        โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร . พิจิตรา ธงพานิช                     ...